2005/Sep/24

อมฎอน เป้าหมายและพันธกิจ

อบู ฟิกรฺ

รอมฎอน 1425

ในชีวิตมนุษย์ กิจกรรมต่างๆย่อมมีเป้าหมาย และทุกกิจกรรมต้องมีการสอดคล้องกับเป้าหมายของมันด้วย อัลลอฮฺผู้ทรงสร้างชีวิตเล็กๆนี้มาได้บอกถึงเป้าหมายของการสร้างมนุษย์ไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า

และข้ามิได้สร้างญินและมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อการเคารพภักดีต่อข้า (อัลกุรอาน อัซซาริยาต : 56)

ดังนั้นในทุกพันธกิจ-หน้าที่ที่สิ่งถูกสร้างพึงมีต่อผู้สร้างในฐานะพันธะผูกพัน-จึงต้องทำด้วยความเคารพ ใกล้ชิดและด้วยจิตวิญญาณแห่งการอุทิศตนและยอมตนด้วยความอ่อนน้อม

ใน 1 ปี จะมี 1 เดือนที่ผู้ศรัทธาทั้งหลายต้องมีพันธกิจสำคัญที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าของพวกเขา และผู้ที่รับเอาพันธกิจนี้มาปฏิบัติด้วยความศรัทธาและมุ่งหวังในการตอบแทน แน่นอนเขาก็จะได้รับการอภัยโทษจากบรรดาความผิดของเขา แต่หากผู้ใดไม่ยอมรับหน้าที่ดังกล่าวแล้ว เขาก็ได้ทรยศต่อความเมตตาของพระเจ้าของเขา ความโกรธกริ้วและการลงโทษก็จะมีแก่เขา พันธกิจอันสำคัญนี้ก็คือการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน

เป็นที่เห็นได้ในสังคมเราว่า ในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐนี้ มุสลิมเกือบทุกคนไม่ว่าเขาจะมีความหนักแน่นในการศรัทธามากหรือน้อยแค่ไหนก็ตาม ก็ล้วนแต่ถือศีลอดในเดือนนี้ทั้งสิ้น อาจจะเป็นเพราะความเมตตาของอัลลอฮฺพระเจ้าผู้ทรงเอ็นดูเมตตาที่ได้ช่วยเหลือบ่าวผู้อ่อนแอ โดยการนำพาศัตรูตัวฉกาจของบรรดาผู้ศรัทธาไปพันธนาการไว้ ทำให้มุสลิมสามารถปฏิบัติหน้าที่นี้ได้อย่างสะดวกขึ้น แม้ว่าศัตรูภายนอกได้ถูกพันธนาการไว้แล้วแต่กระนั้นก็ยังมีมุสลิมจำนวนไม่น้อยที่ยังพ่ายให้กับศัตรูภายใน นั่นคืออารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง แม้ว่าเขาจะถือศีลอดละเว้นการกิน การดื่ม การร่วมหลับนอนกับภรรยา ตลอดช่วงเวลากลางวัน แต่กลับไม่ได้ละเว้นการทำสิ่งไร้สาระ การฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮฺ และการไม่ปฏิบัติข้อสั่งใช้ของอัลลอฮฺ อวัยวะต่างๆของพวกเขานั้นกลับไม่ได้อดดังเช่นที่ท้องของเขาอด อารมณ์ใฝ่ต่ำของพวกเขาไม่ได้ถูกควบคุม แม้ศัตรูของพวกเขาจะไม่อยู่แต่พวกเขาก็พ่ายแพ้เสียแล้ว ดังนั้นเดือนอื่นอีก 11 เดือนเมื่อศัตรูของพวกเขากลับมา พวกเขาจะมีชัยชนะหรือ?

สาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้มุสลิมหลายๆคนปล่อยปละละเลยตัวของเขา โดยเฉพาะในเดือนแห่งการเพิ่มพูนภาคผลของการอิบาดะฮฺ อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้คำนึงถึงเป้าหมายของอัลลอฮฺในการบัญญัติการถือศีลอดให้แก่พวกเขา ส่งผลให้พฤติกรรมที่แสดงออกมาจึงไร้เป้าหมายไร้ทิศทาง

อัลลอฮฺทรงดำรัสไว้อย่างชัดเจนถึงเป้าหมายของการถือศีลอดในคัมภีร์อัลกุรอานไว้ความว่า

โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติเหนือสูเจ้า เช่นดั่งที่ถูกบัญญัติแก่บรรดา (กลุ่มชน) ก่อนหน้าสูเจ้ามาแล้ว เพื่อสูเจ้าจะได้ยำเกรง (อัลกุรอาน อัลบากอเราะฮฺ : 183)

โองการข้างต้นเป็นหลักฐานยืนยันการบัญญัติการถือศีลอดให้เป็น 1 ในหลักปฏิบัติของมวลมุสลิมทุกคน และเป้าหมายของมันก็คือเพื่อให้เกิดการยำเกรงอัลลอฮฺนั่นเอง

อะไรคือการยำเกรงอัลลอฮฺ? เป็นคำถามที่มุสลิมทุกคนต้องรู้ความหมายของคำๆนี้อย่างถูกต้องเสียก่อนจึงจะทำให้การถือศีลอดของเขานั้นบรรลุเป้าหมายอย่างแท้จริง
การยำเกรงอัลลอฮฺ ภาษาอาหรับใช้คำว่า ตักวา ศอหาบะฮฺของท่านรอซูลุลลอฮฺ และบรรดาชนยุคแรกหลายท่านได้อธิบายความหมายของคำว่า ตักวา ไว้อย่างน่าฟังดังนี้ เมื่อตระหนักถึงเป้าหมายดีแล้ว เราจึงควรใช้การถือศีลอดในเดือนนี้ เป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจ คำพูด และการกระทำของเราในบรรลุถึงความตักวาให้ได้ งดเว้นการกิน การดื่ม การหลับนอนกับคู่ครอง ตลอดจนงดเว้นสิ่งที่ไร้สาระและความผิดทั้งปวงด้วยความตักวาต่ออัลลอฮฺ และไม่ละเลยพันธกิจอื่นๆ เช่น การละหมาด การบริจาค โดยทำไปด้วยความตักวาอย่างแท้จริง ใช้ความหิวกระหายเป็นตัวกระตุ้น ในการควบคุมจิตใจ และอวัยวะต่างๆให้มีตักวาต่ออัลลอฮฺ

อบู ดารดะฮฺ(รฎ) กล่าวว่า รูปแบบที่สมบูรณ์ที่สุดของตักวาคือ การยำเกรงต่ออัลลอฮฺอย่างมาก จนกระทั่งว่าคนๆหนึ่งนั้นเริ่มที่จะเกรงกลัวพระองค์จากบาปที่ซ่อนเร้นอยู่ในเมล็ดมัสตาร์ดเม็ดหนึ่งและจนกระทั่งเขาละทิ้งสิ่งที่อาจเป็นสิ่งหะรอม...

อบู ฮุร็อยเราะฮฺ( รฎ) ได้ถูกถามเกี่ยวกับความตักวาจากชายคนหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงถามชายคนนั้นด้วยคำถามกลับไปว่า เขาจะยังเดินอยู่บนทางที่เต็มไปด้วยขวากหนามนั้นอยู่หรือไม่ ชายผู้นั้นตอบเขาว่า ครับ อบูฮุร็อยเราะฮฺ ถามเขาว่า ท่านเดินอยู่บนนั้นได้อย่างไร ชายคนนั้นกล่าวว่า เมื่อฉันมองเห็นหนาม ฉันก็พยายามเลี่ยงจากมัน เพื่อที่มันจะได้ไม่แทงฉัน อบูฮุร็อยเราะฮฺ ตอบเขาโดยกล่าวว่า นั่นคือความหมายของการตักวา(การเลี่ยงจากการกระทำนั้นเมื่อเห็นว่ามันเป็นบาป)

อุมัร อิบนิ อับดุลอะซีร (รฎ) กล่าวว่า ความตักวาไม่ใช่เพียงการถือศีลอดในตอนกลางวัน และการยืนขึ้นละหมาดในตอนกลางคืน ตรงกันข้ามมันคือการละทิ้งจากสิ่งที่อัลลอฮฺได้ห้ามและปฏิบัติในสิ่งที่อัลลอฮฺสั่ง....

ในการถือศีลอดมีการต่อสู้กับความอยาก และความต้องการของอารมณ์ และร่างกาย อันจะเป็นการช่วยสร้างเจตนารมณ์ที่เด็ดเดี่ยวเข้มแข็งให้กับมุสลิมซึ่งเป็นเสบียงที่จำเป็นมาก เพราะผู้ที่ถือศีลอดนั้นเป็นผู้ที่ทำหน้าที่บังคับ และควบคุมบังเหียนของตัณหา และอารมณ์ของตนไม่ให้กิน ดื่ม กระทำและเสพสุขในสิ่งที่เป็นที่อนุมัติ ภายในช่วงเวลาหนึ่งของกลางวันตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ จะช่วยให้เขาสามารถยับยั้งตน จากสิ่งที่เป็นที่ต้องห้ามได้ในเวลาอื่นๆ ที่เหลืออยู่

ความอดทนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราควรจะได้รับจากการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน นอกจาก อดทนจากความหิวกระหายแล้วนั่นคือ การอดทนในการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺด้วยความเพียรพยายาม อดทนในการยืนหยัดในแนวทางอันเที่ยงตรง อดทนในความลำบากในการเรียกร้องเชิญชวนผู้คนสู่อิสลาม อดทนต่อการทดสอบของอัลลอฮฺที่จะมีมา

การถือศีลอดยังเป็นสิ่งที่ย้ำถึงความหมายของ "ญะมาอะฮ" ในจิตใจของผู้ถือศีลอดเพราะพี่น้องมุสลิมทั่วโลกต่างร่วมกันถือศีลอดในเดือนเดียวกันพวกเขา สัมผัส และตระหนักว่าความดีที่พวกเขาได้รับ อันสืบเนื่องมาจากการถือศีลอดและเดือนรอมฎอนนั้น พี่น้องมุสลิมทั่วโลก ก็มีส่วนร่วมด้วยท่ามกลางความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ภาษา และสีผิว ซึ่งมีการสำนึกถึงเอกภาพของ พี่น้องมุสลิมนั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะสำหรับบรรดาผู้ที่ทำงานในการดะห์วะห์ โดยที่ในการถือศีลอดมีคุณค่ามากมาย

ดังนั้นในเดือนรอมฎอนจึงเป็นการขัดเกลาจิตใจ คำพูด และการกระทำของมุสลิม เพื่อให้บรรลุถึงการตักวาต่ออัลลอฮฺนั่นเอง และด้วยความพิเศษของเดือนนี้อัลลอฮฺได้เพิ่มพูนการตอบแทนต่ออิบาดะฮฺต่างๆที่บ่าวของพระองค์ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจมากมายนัก ดังที่ท่านนบีกล่าวว่าอัลลอฮฺตรัสว่า การงานทุกอย่างเป็นของมนุษย์ เว้นแต่การถือศีลอดมันเป็นของข้า และข้าจะเป็นผู้ตอบแทนมันด้วยตัวข้าเอง ลองคิดดูว่ากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ยังมอบรางวัลให้กับนายทหารด้วยกับสิ่งที่คู่ควรกับฐานะของกษัตริย์ แล้วการตอบแทนของอัลลอฮฺจะไม่ยิ่งใหญ่กว่าหรือ?

นอกจากนี้ผู้ถือศีลอดยังได้รับการอภัยโทษ ดุอาอฺของพวกเขาก็เป็นดุอาอฺที่ถูกตอบรับ อัลกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนนี้ ประตูสวรรค์อัรรอยยานก็เป็นประตูสำหรับพวกเขา การงานที่เป็นซุนนะฮฺได้รับผลตอบแทนเทียบเท่าการงานที่เป็นฟัรฎู การงานที่เป็นฟัรฎูก็จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้นเป็น 70 เท่า หรือมากกว่าหากอัลลอฮฺทรงประสงค์ และที่พิเศษสุดสำหรับอุมมะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด มีคืนหนึ่งในเดือนนี้ที่ความดีของมันมากถึงหนึ่งพันเดือน และยังมีความประเสริฐอีกมากมายดังปรากฏอยู่ในอัลกุรอานและซุนนะฮฺของท่านนบี

ความประเสริฐของเดือนนี้จึงน่าจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้มุสลิมหันมาขะมักเขม้นทำอิบาดะฮฺต่างๆในเดือนนี้อย่างสุดความสามารถ ดังเช่นที่นักลงทุนที่ฉลาดมักจะเลือกลงทุนในกิจการและช่วงเวลาที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ แต่การลงทุนในดุนยานี้มักมีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนของมันจะไม่ได้ดังที่หวังไว้ เพราะยิ่งหวังการตอบแทนที่สูง ความเสี่ยงก็ต้องสูงตามไปด้วย แต่การลงทุนกับอัลลอฮฺไม่มีความเสี่ยงอีกทั้งผลตอบแทนก็สูงจนไม่อาจประมาณได้ แต่ผู้ลงทุนต้องมีเงื่อนไขคือศรัทธา บริสุทธิ์ใจ และหวังในการตอบแทนจากพระองค์เพียงผู้เดียว

เมื่อจากรอมฎอนไปแล้วอย่าลืมให้ความตักวาติดตัวและมีอิทธิพลในเดือนอื่นๆด้วย การถือศีลอดจึงบรรลุเป้าหมายของมันอย่างแท้จริง แต่หากการถือศีลอดของเขาในเดือนรอมฎอนไม่ได้ทำให้เขาบรรลุถึงเป้าหมายนี้ ก็เป็นการน่าเสียดายอย่างยิ่งที่ในการถือศีลอดของเขาได้รับเพียงความหิวและกระหายเท่านั้น อย่าให้เราเป็นผู้ขาดทุนอย่างใหญ่หลวงดังผู้ที่ญิบรีลได้กล่าวกับท่านรซูลุลลอฮฺไว้ว่า

ผู้ใดที่รอมฎอนมาเยือนเขา แล้วเขาถือศีลอดในเวลากลางวันและยืนละหมาดในเวลากลางคืน เมื่อเขาตายไป อัลลอฮฺมิได้ยกโทษให้แก่เขา เขาจะเข้าสู่ไฟนรก นั่นคืออัลลอฮฺทรงให้เขาอยู่ห่างไกลจากความเมตตาของพระองค์

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน,การถือศีลอดในอิสลาม, www.addeen.com.

อุมมุ กอยยิม,ตักวา นิยามความเคร่งครัดในอิสลาม, www.fityah.com.

อัลอิศลาหฺสมาคม, รอมฎอนเดือนแห่งการตรวจสอบตนเอง, www.muslimthai.com.

มุสฏอฟา อะห์มัด อัซ-ซัรกอ,ความคิดอิสลามในเรื่องความเคารพภักดี ในหนังสือ อิสลาม ความหมายและคำสอน แปลโดย จรัญ มะลูลีม, พฤศจิกายน 2541.

2005/Aug/30

ทำไมต้องถือศีลอด?

การถือศีลอดเป็นการอบรมมนุษย์ให้มีการเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความยุ่งยากและสิ่งแวดล้อมของชีวิตชั่วระยะเวลาหนึ่งของทุกๆปี และเพื่ออบรมมนุษย์ให้เรียนรู้ถึงการควบคุมความใคร่และความต้องการของแต่ละคนให้มีความเคยชินต่อการอดทนขันติ และมีความยำเกรงต่อพระเจ้าอยู่เสมอ 

อิสลามได้มีคำสั่งสอนให้มนุษย์มีความสนใจในตัวเอง ซึ่งประกอบด้วยร่างกายและวิญญาณหรือจิตใจ โดยมิให้สนใจ

แต่เพียงด้านหนึ่งและไม่เอาใจใส่อีกด้านหนึ่ง ดังนั้นอิสลามจึงได้บัญญัติให้มีการฝึกอบรมและการปฏิบัติ และเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งแล้วว่าการฝึกอบรมและการปฏิบัติที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่นั้นก็คือ "การถือศีลอด"

พระเจ้า มิได้พึงประสงค์จากการถือศีลอดเพียงแต่การละเว้นจากการกินการดื่มเท่านั้น การถือศีลอดในสภาพดังกล่าวเป็นแต่เพียงรูปธรรมเท่านั้น แต่พระองค์ทรงประสงค์มากยิ่งกว่านั้นคือ การยำเกรงต่อพระองค์ในทุกเวลาและทุกสถานภาพ ซึ่งเป็นนามธรรม และนี่คือจุดยอดของการถือศีลอด กล่าวคือการละเว้นจากทุกๆสิ่งที่บัญญัติศาสนาได้ระบุไว้แล้ว ยังมีความหมายรวมถึงการละเว้นจากการพูดที่ไร้สาระ และการประพฤติปฏิบัติที่จะทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับความเสียหายอีกด้วย ดังกล่าวนี้จึงจะนับได้ว่าการถือศีลอดมีความหมายและความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

ท่านศาสดาได้กล่าวไว้ว่า ความว่า "ผู้ใดไม่ละเว้นการกล่าวและการกระทำที่เป็นเท็จ สำหรับอัลลอฮฺนั้นจะไม่ทรงประสงค์จากการละเว้นอาหารและเครื่องดื่มของเขา"


edit @ 2005/08/30 05:44:39

2005/Aug/17

Watch the world through Palestine.

ทำไมต้องก่อการร้าย ทำไมต้องระเบิดพลีชีพ ทำไมต้องใช้ความรุนแรง คำถามเหล่านี้ถูกตั้งให้กับมุสลิมเสมอ เมื่อเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น ทุกที่ที่มีความรุนแรง สงคราม หรือความขัดแย้งจึงมักจะเป็นที่ที่มีมุสลิมอาศัยอยู่ ภาพที่ออกมาจึงตัดสินว่า มุสลิม ผู้นับถือศาสนาอิสลามคือผู้ร้าย อิสลาม คือแหล่งที่มาของความเลวร้าย ความรุนแรง มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ

ปาเลสไตน์ ดินแดนที่เป็นประเด็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในเรื่องนี้ ที่แห่งนี้ถูกแย่งชิงโดยคน 2 ฝ่ายคือ ชาวมุสลิมและชาวยิว หากคุณมองสิ่งที่เกิดขึ้น มองการแก้ไขปัญหา ที่ทั้ง 2 ฝ่ายใช้ อาจจะพูดได้ว่าเป็นการแก้ไขปัญหาแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ร้ายมาก็ร้ายตอบ แล้วปัญหามันจะจบลงได้อย่างไร หลายต่อหลายฝ่ายมองเช่นนี้จึงออกมาเรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา และหันหน้ามาเจรจากัน แต่แล้วก็เกิดการละเมิดสัญญา ความรุนแรงก็ไม่ยุติ ใช่ครับหากเรามองปัญหาและการแก้ปัญหาแต่เพียงผิวเผิน ก็จะได้ข้อสรุปแบบเดิม ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขจริงๆสักที แต่หากเรามองไปยังต้นตอ มองไปยังรากเหง้าของปัญหา มองไปยังจุดตั้งต้นของความขัดแย้ง เราจะพบอะไรบางอย่างที่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น และสาเหตุว่าทำไมปัญหาจึงไม่คลี่คลาย

หากนำมากล่าวในบทความชิ้นนี้คงจะกินเนื้อที่มากไป จึงขอตั้งคำถามให้ลองไปหาคำตอบดู

คุณรู้ไหม ดินแดนแห่งนี้ เกี่ยวข้องกับศาสนาใดบ้าง

คุณรู้ไหม ดินแดนแห่งนี้ใครเป็นผู้อาศัย ใครเป็นผู้รุกราน

คุณรู้จักขบวนการก่อการร้าย แล้วคุณเคยได้ยินชื่อขบวนการไซออนนิสม์บ้างไหม

คุณรู้เบื้องหลังของสงครามโลกแต่ละครั้งหรือไม่

คุณจะรู้สึกอย่างไรหากบ้านของคุณมีคนแปลกหน้ามาอยู่อาศัยแล้วต่อมาเขาก็ยึดบ้านของคุณกล่าวหาว่าคุณเป็นขโมย แล้วไล่คุณซึ่งเป็นเจ้าของบ้านออกไป

รากเหง้าของปัญหาจึงมีความซับซ้อนและซ้อนทับมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา วิธีแก้ปัญหาที่ไม่ได้มองที่ต้นตอของมัน จึงทำให้ปัญหาผุดขึ้นมาอีกเรื่อยๆ เหมือนกับเป็นการตัดกิ่งแต่งก้านให้เหมือนดูดี แต่สุดท้ายมันก็แตกยอดต่อกิ่งออกมามากมาย

ปาเลสไตน์ ไม่ใช่แห่งเดียวที่ปัญหาไม่ได้รับการมองอย่างยุติธรรม และไม่รับการแก้ไขที่รากเหง้าของมัน ยังมีอีกหลายที่เช่น อัฟกานิสถาน อิรัก เชชเนีย ฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ภาคใต้ของไทย!!! ซึ่งทุกที่มีมุสลิมอยู่

ลักษณะเด่นของอิสลามประการหนึ่งก็คือ การไม่ยอมให้มีการอธรรมเกิดขึ้นบนหน้าแผ่นดิน เพราะการปล่อยให้มีความอธรรม ความชั่วร้ายแพร่กระจายไปนั้น จะส่งผลเลวร้ายต่อสังคมโดยรวม ดังนั้นมุสลิมจึงต้องมีบทบาทไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในการต่อต้านการก่อความเสียหายเหล่านั้น และความอธรรมก็จะมาจากผู้มีอำนาจเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม เมื่อมุสลิมไม่ยอมให้ความอธรรมมีอยู่ ความขัดแย้งก็เกิดขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับระดับของความอธรรมและการสะสมของปัญหา

ในทัศนะของอิสลาม สันติภาพจึงเกิดขึ้นไม่ได้ หากความอธรรมยังไม่ถูกขจัดออกไป

การนิ่งเฉยยอมให้ความอธรรมยังคงอยู่ ในสังคมโดยไม่ทำอะไรเลยจึงไม่ใช่สันติภาพ คนในสังคมต้องมีจุดยืนแต่การจัดการกับความขัดแย้งอิสลามก็มีวิธีและขอบเขตอยู่ หาใช่ตอบแทนด้วยความรุนแรงอย่างเดียวไม่ ความรุนแรงเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆที่จะถูกนำมาใช้ และผลของความอธรรมนั้นกระทบต่อผู้คนไม่ใช่เฉพาะต่อมุสลิมเท่านั้น การออกมาตอบโต้ความอธรรมจึงไม่ใช่มีแต่มุสลิม

ดังนั้นคำถามที่ถามว่าทำไมต้องก่อการร้าย ทำไมต้องระเบิดพลีชีพ ทำไมจึงไม่อยู่สงบๆเหมือนชาวบ้านเขา ผมจึงขอย้อนถามว่าทุกคำถามที่คุณถามมานั้น คุณพิพากษาตัดสินให้เรียบร้อยแล้วว่า มุสลิมคือตัวการก่อปัญหาทั้งหมด มุสลิมคือผู้ก่อการร้าย โดยไม่ได้มองไปยังการอธรรมที่ต้องทำให้มุสลิมลุกขึ้นสู้ ทั้งๆที่บางเหตุการณ์ที่ยังไม่มีการตัดสินว่าใครคือคนทำ แต่คำตัดสินก็ออกมาแล้วว่ามุสลิมคือผู้ร้าย นี่จึงการวัดสังคมได้ว่า มีความรอบคอบในการมองปัญหาและตัดสินเหตุการณ์อย่างไร และเป็นเครื่องชี้อีกอันหนึ่งว่าสังคมยอมปล่อยให้ความอธรรม ความชั่วร้ายมีอิทธิพลแค่ไหนในการครอบงำสังคม

w∆ypoint

15-09-47

ชมรมมุสลิมธรรมศาสตร์

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ล้าหลัง ฉบับที่2/2547ม.ธรรมศาสตร์